ดื่มน้ำน้อยมีผลร้ายที่คุณคิดไม่ถึง

14 09 2009

เมื่อเร็วๆ นี้ได้อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง    ซึ่งลงบทสัมภาษณ์ของดาราสาวสวยระดับนางเอกท่านหนึ่ง เกี่ยวกับร่างกายของเธอที่มีการผิดปกติ เธอมีอาการอุจจาระไม่ออก ,   เมนส์ไม่มา   แถมเธอยังเข้าใจว่าการที่เมนส์มาบ้างไม่มาบ้าง แล้วแต่อารมณ์นั้นเป็นเรื่องปกติขอผู้หญิงซะอีก    เธอบอกว่าไม่ชอบดื่มน้ำเพราะจะทำให้ปัสสาวะบ่อย   ส่วนใหญ่พวกดาราก็มักเป็นอย่างนี้ เพราะต้องอยู่แต่ ในกองถ่ายจะหาห้องน้ำสะอาดๆยาก    เลยต้องอั้นอุจจาระปัสสาวะเอาไว้   หรือแก้โดยการไม่ดื่มน้ำจะได้ไม่ต้องปัสสาวะ   พฤติกรรมดังกล่าวนี้ไม่ใช่แค่เฉพาะดาราหรอก   มีอีกหลายอาชีพที่เป็นกันอย่างนี้    อาจจะเป็นเพราะภาวะสังคมที่รีบเร่งแข่งขันกัน ท่านที่ทำงานนั่งอยู่กับคอมพิวเตอร์หรือพนักงานทำบัญชีด้วยแล้ว   ไม่ค่อยอยากจะลุกไปเข้าห้องน้ำกัน   กลัวจะเสียเวลาทำงานหรือลืมเข้าห้องน้ำก็มี   พอทำอย่างนี้ไปนานๆ เข้าร่างกายเราก็สร้างความคุ้นเคยว่าไม่ต้องอุจจาระไม่ต้องปัสสาวะกันเลย

โดยร่างกายเข้าใจว่าวิธีการนี้ถูกต้อง   ร่างกายของคนเราประกอบด้วยน้ำ 70 กว่าเปอร์เซนต์ เลือดเราประกอบด้วยน้ำ 90 กว่าเปอร์เซนต์    กระดูกเราก็ประกอบด้วยน้ำ 22 เปอร์เซ็นต์    ร่างกายเราเสียน้ำวันละ 2 ลิตรเศษ แล้วรับน้ำเข้าไป เพียงพอหรือไม่   ถ้าไม่พอเราก็ถือว่าขาดน้ำ ร่างกายและอวัยวะภายในจะรวนผิดปกติไปหมด เลือดเราจะข้นหนืด   ยากที่หัวใจจะสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายส่วนต่างๆ   ของร่างกาย หัวใจเองนั่นแหละจะตีบตันเสียก่อน ต้องทำบายพาสกันวุ่นวาย   ความจำก็จะเสื่อมหรือเป็นอัลไซเมอร์ เพราะเลือดเลี้ยงสมองไม่พอ เส้นเลือดก็จะตีบตันหมดหรือไม่มีเลือดจะขึ้นไปเลี้ยง
จากประสบการณ์ที่พบ. . . Read the rest of this entry »





ระวัง! โรคใหม่ ADT

13 09 2009

Attention Deficit Trait   คัดจากบทความ โดย ผศ. ดร. พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc . chula . ac . th ดังนี้
ท่านผู้อ่านเป็นผู้หนึ่งที่ชอบทำงานในลักษณะ ของ Multitasking    หรือไม่ครับ ? คนกลุ่มนี้จะเป็นพวกที่สามารถหรือชอบที่จะทำงานหลายๆ อย่างไปในเวลาเดียวกัน   เช่น ในขณะที่กำลังเช็คอีเมล์ทางคอมพิวเตอร์   ก็กำลังคุยโทรศัพท์สั่งงานกับลูกน้อง พร้อมทั้งดื่มกาแฟไปพร้อมกัน   หรือในขณะที่กำลังนั่งประชุม ก็สั่งงานพร้อมทั้งหาข้อมูล   และตัดสินใจผ่านทางเครื่องโน้ตบุ๊คที่ตั้งอยู่ข้างหน้า     ในอดีตผมก็เคยชื่นชมคนพวกนี้นะครับว่า มีความสามารถมาก สามารถทำงานได้หลายอย่างในขณะเดียวกัน สามารถทำงานได้ออกมาเยอะ   และดูยังสงบไม่ตื่นเต้นโวยวายเท่าใด  แต่ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ว่า การทำงานในลักษณะ ** Multitasking **   นั้น กลับเป็นสาเหตุประการหนึ่งของโรคร้ายใหม่ในที่ทำงาน   ที่เราเรียก ** Attention Deficit Trait ** หรือ ** ADT **    โรคนี้เป็นโรคที่เราจะเจอมากขึ้นเรื่อยๆ   ในที่ทำงาน     โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน สภาวะแวดล้อมที่บังคับให้คนทำงานจะต้องทำงานด้วยความรวดเร็วมากขึ้น   ทำงานหลายอย่างพร้อมๆ กัน จะต้องตื่นตัวตลอดเวลา    ไม่มีเวลาหรือโอกาสได้สงบพัก

ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัวท่านเองหรือบุคคลรอบข้างนะครับว่า เป็นโรคนี้หรือไม่ ?  ผมอ่านพบเจอโรคนี้จากวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2548 ในบทความชื่อ   Why Smart People Underperform เขียนโดย Edward M . Hallowell ซึ่งเป็นจิตแพทย์ซึ่งเป็นผู้ เชี่ยวชาญในโรคที่เกี่ยวกับสมองและสมาธิทั้งหลาย   คุณหมอท่านนี้ทำการรักษาอาการ Attention Deficit Disorder หรือ ADD มากว่า 25 ปี และ โรค ADD นี้เราเริ่มรู้จักกันมากขึ้นในเมืองไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีลูกอยู่ในวัยเรียน   เรามักจะเรียกโรคนี้ว่า เป็นโรคสมาธิสั้น

ผู้ที่เป็นโรค ADT นั้น มักจะมีอาการ………….

Read the rest of this entry »





จัดร่างกายให้บริสุทธิ์-งดอาหารมื้อเย็น ทำอย่างไร

17 08 2009

การไม่กินอาหารมื้อเย็น เป็นเรื่องที่ต้องเอาชนะใจตัวเองอย่างมาก ถ้าใครทำได้จะตัดทั้งกิเลส   สุขภาพดี    อายุยืน   และมีสมาธิดี ความมุ่งมั่นสูง ได้ประโยชน์ทั้งกายและใจ   แต่ท่านต้องฝึกกระเพาะให้เกิดความเคยชิน     
 
วิธีฝึกมี 4 วิธี
1. ค่อยๆ ลดปริมาณอาหารมื้อเย็นทีละน้อยๆ   เช่นลดกินข้าวจาก 2 จาน   เหลือ1 1/2 จาน สัก 3-4 เดือน   โดยมีข้อแม้ว่าหลังอาหารเย็น แล้ว ห้ามกินอาหารใดๆ ทั้งนั้นยกเว้นน้ำเปล่า    พอกระเพาะชินแล้วลดเหลือ 1 จาน ต่อไปครึ่งจาน ต่อไปไม่กินข้าวเลยกินแต่กับ     ต่อไปกินผักผลไม้    สุดท้ายงดอาหารเย็น
 
2. ร่นเวลากินอาหารเย็น    เช่นจาก 2 ทุ่มมากิน 1 ทุ่ม   ต่อไปเลื่อนเป็น 6 โมงเย็น   5 โมงเย็น   4 โมงเย็น   สุดท้ายงดอาหารเย็น
 
3. กินเม็ดแมงลักแทนมื้อเย็น   ใช้เม็ดแมงลัก 2   ช้อนโต๊ะใส่ในถ้วยน้ำแกงหรือน้ำเปล่าคนแล้วดื่มทันที    ดื่มน้ำตามอีก 4-5   แก้ว
 
4. กินมังสะวิรัตมื้อเย็น    การกินผักผลไม้ถือว่าเป็นอาหารไม่มีพิษ   ร่างกายจะได้พักไม่ต้องทำลายพิษของอาหารเนื้อสัตว์     พิษที่สะสมไว้ก่อนก็จะถูกตับ ไต กำจัดหมดไปเองได้   ร่างกายมีเวลาถึง 18   ช.ม.   กำจัดพิษที่ติดมากับมื้อเช้า   มื้อเที่ยงได้ทัน
ฉะนั้นการไม่กินอาหารเย็น   จึงเป็นเวลาที่ตับ ไต   จะสามารถกำจัดสารพิษจากอาหารมื้อเช้าและเที่ยงได้หมด   ร่างกายจึงบริสุทธิ์ทุกวัน   
 
อาจจะไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดแต่ก็น่าจะลองดู





4 Principles of Positive Discipline

11 08 2009

More carrot less stick

สบายๆ วันแม่

วันนี้จะมาบอกวิธีเข้าใจลูกและเลี้ยงลูกให้เป็นคนคุณภาพ ได้อ่านจากหนังสือ

‘Positive Discipline’ เขียนโดย Joan E Durrant ถ้าสนใจจะอ่านเต็มๆ

ก็ download ได้ที่ http://seap.savethechildren.se

 วิธีที่จะเล่าให้ฟังก็ตามหัวเรื่อง  Positive Discipline อธิบายง่ายๆ

แบบเอาตัวรอด ก็คือการปฏิบัติและการเลี้ยงดูในบรรยากาศเชิงบวก

ของคุณพ่อคุณแม่ต่อลูกๆ เพื่อให้ลูกสั่งสมประสบการณ์ การเรียนรู้ที่ดี

ตั้งแต่เด็ก และเติบโดตเป็นคนคุณภาพ

 มาทำความรู้จักกันก่อนว่า Positive Discipline คืออะไร

ใช่หรือไม่ใช่ ตามความคิดเห็นของเรา ซึ่งสามารถไปปรับใช้สำหรับครู

และนักเรียนด้วยนะคะ จากตารางต่อไปนี้

Is not…ไม่ใช่

Is…ใช่

X permissivenessX letting children do whatever

X having no rules, limited or expectations

X short-term/impulsive responses

X alternate punishments to slapping,

    hitting, yelling and shaming

 

P about long-term solutionsthat develop children’s own

self-discipline

P clear and consistent

 communication of expectations,

rule and limits

P building a mutually respectful

 relationship with your students

P teaching children’s life-long skills

and fostering their love of learning

P increasing children’s confidence

 and competence to handle

 academic and social challenge

 

 จากตารางจะเห็นว่า Positive Discipline ไม่ใช่ คิดทางลบตลอดเวลา ความหมายก็บอกอยู่แล้วว่า

คิดทางบวก แต่ก็ไม่ใช่บวกแบบอยากทำอะไรก็ได้ตามใจ โดยไม่มีระเบียบ แบบนี้เขาเรียกว่า

ไร้ระเบียบและไม่มีคุณภาพ แบบนี้ไม่ดีแน่ๆ จะกลายเป็นคนเรื่อยเปื่อย ตามใจฉันไม่รับรู้

การอยู่ร่วมกันในสังคม และระเบียบสังคม (กำลังแพร่กระจายในสังคมไทยปัจจุบัน อุ๊ย! นอกเรื่อง)

การปฏิบัติแบบบวกนี้ไม่ใช่เพื่อการแก้ปัญหาระยะสั้น และไม่ใช่วิธีแบบตัวเลือกของการลงโทษ ทุบตีหรือด่าทอ

แล้วอะไรกันล่ะ ที่ ใช่

มันก็คือ

  • การจัดการ และวางแผนระยะยาว ที่จะสร้างวินัยให้เด็กและลูกศิษย์
  • การสอน โดยสื่อสารให้เข้าใจถึงกฎระเบียบที่เหมาะสม และพึงปฏิบัติ
  • รู้จักลูกว่าเป็นอย่างไร และให้ความยุติธรรม
  • การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
  • ฝึกฝนสร้างวินัยให้ลูก รักการศึกษาและรักที่จะศึกษาตลอดชีวิต
  • เสริมสร้างให้ลูกมีความมั่นใจ และสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ทั้งในการเรียนและชีวิตประจำวัน




Powerful Brain and Mind

26 07 2009

รูมั๊ยว่า ทำไมเวลาอ่านหนังสือใจลอยตลอด ส่วนใหญ่เราก็มักจะพูดถึง ไม่มีสมาธิบ้าง

คิดถึงแฟนล่ะซิ อะไรทำนองนั้น แต่ความจริงมันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างความเร็ว

ของการอ่านกับความเร็วของจิต ความเร็วของจิตมันเร็วมากขนาดมันเดินทางล่วง

หน้าการอ่านของเราประมาณ 250 คำต่อนาที บางวิจัยบอกว่า 80,000 ถึง

120,000 คำก็มี แสดงว่าอ่านช้ามาก แต่ไม่ต้องกลัวมันฝึกได้ วิธีการให้ไว้ใน

บทก่อนหน้านี้ ลองอ่านดูได้ แต่วันนี้ เชื่อหรือไม่ว่า การอ่านและจิตสัมพันธ์กัน

Lack of focus and concentration is one of the biggest complaints. 

Try this experiment.

 Take something that you want to read. Hard paper copy is best for this

experiment. Limit yourself to one page. Read the page.

Count how many times your mind wanders off from where you are on the page.

The brain/mind is a powerful tool that can be trained.

You can train yourself to focus and concentrate better.

One of the reasons the mind wanders while reading has to do with

what is called mind speed versus reading speed.

- If you are a slow reader, mind wandering is a natural result.

Your mind’s processing speed is exponentially faster than the average

reading speed of around 250 words per minute.

Some brain researchers have even estimated the brain’s processing speed

 to be between 80,000 to 120,000 words per minute!

 Wow! Think of that!  How fast do you read?

What’s the mind supposed to do if you’re reading at an average speed?

 The short answer is to

  1. pay attention and think about what you are seeing.
  2. make connections amongst the symbols on the page.
  3. ask questions of the material.
  4. ask yourself as you are moving your eyes, “what’s this about?”

Reading comprehension is the mind’s response

to the print whether you read fast,

or whether you read slowly.





Tips-Successful and Faster Reading

26 07 2009

นำเคล็ดลับการอ่านเร็วและรู้เรื่อง โดย Ed Caldwell มาฝากกัน นอกจากอ่านเร็วแล้ว

ยังต้องจับความสำคัญได้ด้วย ที่จริงก็คงเคยปฏิบัติกันมาบ้าง แต่ขอบอกว่า

ทุกทักษะ ต้องทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง อย่าเพิ่งท้อตั้งแต่เริ่ม อาจรู้สึกยาก

และเสีย เวลา ก็เลยกลับไปทำแบบเดิม ขอให้กำลังใจว่าทำเถอะ จะได้สิ่งที่ถูกต้อง

ส่วนใหญ่วิธีต่างๆ เขาทดลองกันมาแล้วว่าได้ผล ในบทความนี้เขาแนะนำให้

อ่านกวาดสายตาจนจบ โดยจับความสำคัญตามที่เราอยากรู้ คำอื่นๆ ไม่สน

เริ่มที่หัวข้อ และ paragraph แรกก่อนจะได้รู้ว่าเกี่ยวกับอะไร โดยเฉพาะย่อหน้าแรก

(paragraph) มักจะเป็นที่รวมความทั้งหมดเสมอ  จดย่อใจความ ความเห็น และข้อสงสัย

ของเราจากเนื้อหาที่อ่าน เพื่อมาอ่านซ้ำ และแน่นอนที่เราทำอยู่แล้ว คือ ขีดเส้นใต้

highlight ข้อความที่สำคัญ จะกี่สีกี่แบบก็ได้ ที่สำคัญ ขีดเส้นที่สำคัญจริงๆ ไม่งั้น

อย่างที่เคยเห็น เป็นสีเต็มทั้งหน้า รู้งี้ขีดเฉพาะที่ไม่สำคัญ เปลืองหมึกน้อยกว่า ฮิ ๆ

ลองอ่นดูนะคะ ถือว่านี่เป็นแบบฝึกหัดแรก สวัสดีค่ะ

- Once you begin to read, read quickly and don’t stop.
- Read straight through the text and if you have any questions afterward, 

   go back and reread the sections you have questions on.

- At the beginning of the chapter, summarize what you’ve read in writing,

   about three or four sentences’ worth.

- If you need to go back to the text later, it’s much easier to refresh your

   memory with the summary material you’ve already written.

- Read what you need to once, and skip anything you don’t need to read

   right now.  Make your reading time the most efficient possible.

- Read the title of the piece and the first paragraph much more carefully

   than other parts of the article, because these two things will summarize

   what the article is about for you.

- Read any summarizations at the end of the chapter or article, too.

- Make note of how you think the material is organized.

- If you need more background information, look up another source.

- Taking notes while you read is very helpful, so have a paper and pen

   nearby while you read.

- If you’re reading on a computer, Read the rest of this entry »





Eating Habits to Look Younger-7 สิ่งที่กินแล้วอ่อนเยาว์

23 07 2009

7 สิ่งที่กินแล้วอ่อนเยาว์ ทุกคนจะได้ดูเด็ก กันไปเร้ยยยยยยยย
7 สิ่ง…กินแล้วอ่อนเยาว์ อาหาร 7 อย่างต่อไปนี้จะช่วยชะลอสัญญาณแห่งวัยดึก ทั้งผมร่วง ผิวแห้ง

เฉื่อยชา ให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้นภายใน 3 – 6 เดือน
หยุดผมร่วง
รับประทานกล้วย ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามินบี มีสรรพคุณป้องกันผมร่วงได้ดี การรับประทานกล้วยเข้าไปในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยรักษาเส้นผมให้อยู่คู่กับหนังศีรษะได้นานวัน
 
ลดผิวมัน
รับประทานธัญญาหารทุกเช้าซึ่งอุดมด้วยวิตามินบี 2 ที่ช่วยหยุดยั้งการผลิตน้ำมันส่วนเกินของต่อมผลิตภายในร่างกายที่เป็นสาเหตุหนึ่งของเส้นผมบางและมัน
 
หยุดการลอกของผิวหนัง
รับประทานปลาแซลมอนในเกลือรมควันอาหารทะเล หรือสลัดผักสดก็ได้

Read the rest of this entry »





Lucky-A Healthy Brain Diet

21 07 2009

A healthy brain diet

 Eat 200 gm of fish meal per day as an ‘omega 3 booster’ and the magic yellow spice

called ‘turmeric’.  Research shows that this yellow curry spice is potent enough to

diminish senility plague significantly.  Indians have a remarkably lower rate of

Alzheimer, only one person out of every 100, and this advantage comes from

high intake of the curry rich in turmeric. Many Thai dishes are also a rich source

 of turmeric because of the Indian influence.  We are lucky to be born ‘THAI’.

 Please keep in mind that your brain is your own world.  If it is healthy,

 this will lead to a fruitful life and a bright future.

 Take good care of it!





Prevention – Look After Your Brain

20 07 2009

Look after your brain before it’s too late!

 Nowadays we have to work in a multi-tasking style and that makes us forgetful.  The way to solve this problem is to concentrate on tasks one by one.  For example, when you watch TV, do not eat, read or work.  That will make our work more effective than doing many activities at the same time.

 How to prevent your brain from ageing

 We need an effective memory because a strong mind can lead to great success.  Memory impairment can happen to anyone who does not realize how precious brain health is.

Brain and muscle share some similarities in the law of use and disease.  If they are not used much, they will degenerate and lose functionality.

The major contributing factors for memory impairment are…

  1. Ageing
  2. Family history of dementia or age-related memory loss.
  3. History of head trauma especially brief loss of consciousness.

 If there is a sign of Alzheimer, the best thing to do is to protect and prevent it at an early stage by Scan the brain using PET scan, a cutting edge technology, take a healthy brain diet, physical exercise which will send more blood flow to the brain, mental exercise, and stress reduction.

Next post is “Brain Diet” See you!!!!!!!!!!





Watch your sitting position!!!!!

17 07 2009

นั่งทำงานไม่ถูกท่า โรคถามหาเพียบ

นั่งทำ blog หลายวันติดๆกัน รู้สึกเมื่อยมากๆ พยายามจัดโต๊ะใหม่  ปรับระดับเก้าอี้ให้เหมาะสม

ก็ช่วยได้เยอะ พอดีมาพบบทความนี้ก็เลยมา share กัน จากบทความในหนังสือชีวจิต

ฉบับเดือนธันวาคม 2551 บอกว่า การนั่งทำงานด้วยอิริยาบถที่ผิด นอกจากจะทำให้ปวดเมื่อยแล้ว

ยังก่อให้เกิดโรคได้ด้วย คุณหมอบอกว่า การนั่งทำงานด้วยท่าทางที่ไม่เหมาะกับสรีระ

ส่งผลเสียต่อกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลังมาก

**ผลที่เกิดกับกล้ามเนื้อ คือ ทำให้กล้ามเนื้อคอทำงานมากผิดปกติ เกิดการเกร็ง เมื่อยล้า

     และเสียสมดุล ถ้าเป็นระยะเวลานาน อาจทำให้เยื่อหุ้มกระดูกตึงหรือหย่อนได้

**ผลที่เกิดกับกระดูก คือ ทำให้ต้นคอปวดร้าว และกระดูกอาจเคลื่อนไปกดทับเส้นเลือด

    เลี้ยงสมองเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง

**ถ้าไปกดทับประสาทตา จะทำให้สายตาพร่ามัวได้ นอกจากนี้จะทำให้กระดูกสันหลังผิดรูปด้วย

การป้องกัน

Read the rest of this entry »